TAT License No. 12/01654

แผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน

การบาดเจ็บจากการดำน้ำ และการปฐมพยาบาล

การบาดเจ็บในการดำน้ำนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่หากเกิดขึ้นแล้ว ผลที่ตามมา มักจะรุนแรง อาจนำไปสู่การบาดเจ็บ สาหัส การพิการ หรือการเสียชีวิตได้ วิธีการหลีกเลี่ยง การบาดเจ็บจากการดำน้ำ ที่ดีที่สุดคือ การไม่ประมาท ดำน้ำด้วยความรอบคอบ ปฏิบัติตนตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อแนะนำ ของสถาบันดำน้ำที่เรียนมา ของ Instructor และ Divemaster อย่างเคร่งครัด ไม่ควรทำในสิ่ง ที่เกินความสามารถของตน ไม่ควรดำน้ำด้วยความคึกคะนอง อวดเก่ง หรือเพื่ออวดความสามารถของตน

นอกจากนั้น สิ่งที่ควรจะมีคือ การมีแผนปฏิบัติการ สำหรับกรณีฉุกเฉิน ดังเช่นในเอกสารฉบับนี้ การมีแผนปฏิบัติการที่ดีนั้น จะทำให้นักดำน้ำนำไปใช้ เป็นแนวปฏิบัติในเวลาวิกฤติ ไม่ต้องเสียเวลาทบทวน หรือเดาว่าสิ่งที่ตนจะกระทำนั้น ถูกต้องหรือไม่ และนำไปสู่การกู้ภัย ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด นั่นเอง

การบาดเจ็บจากการดำน้ำนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน บางอย่างก็เป็น สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นกับคนทั่วๆ ไป ขณะที่บางอย่าง ก็จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ดำน้ำ ด้วยอุปกรณ์ในการหายใจใต้น้ำเท่านั้น เอกสารฉบับนี้ จะแนะนำถึงอุบัติเหตุ การบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงวิธีการปฐมพยาบาล การติดต่อสื่อสาร และวิธีการนำผู้ป่วยไปส่งแพทย์ ในกรณีฉุกเฉินจากการดำน้ำ

สิ่งที่สำคัญ ในการรับมือกับกรณีฉุกเฉินนั้น คือการเตรียมพร้อม ทั้งความพร้อมด้านบุคลากร ข่าวสารข้อมูล และอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ในการดำเนินการ นั่นคือ บุคลากรที่จะรับมือกับกรณีฉุกเฉิน ในการดำน้ำนั้น ควรที่จะมีความพร้อม ทั้งในด้านความรู้ ด้านร่างกาย และจิตใจ บุคลากรดังกล่าว ควรมีสมรรถภาพทางกายที่ดี มีทักษะในการดำน้ำ และว่ายน้ำเป็นอย่างดี มีความรู้ความสามารถ ในเรื่องการกู้ภัยจากการดำน้ำ และมีจิตใจที่พร้อม ในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤติ อันอาจจะเกิดขึ้น อันดับต่อมา ในการที่จะรับมือกับกรณีฉุกเฉิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ควรจะต้องมี การเตรียมข้อมูลที่จะใช้ เช่น ข้อมูลวิธีการ ดำเนินการต่างๆ ข้อมูลวิธีการ ติดต่อกับบุคคล หรือหน่วยงานภายนอก ที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลวิธีการ ขนส่งผู้ป่วยไปยังแพทย์ เส้นทางการเดินทาง ฯลฯ และสุดท้าย สำหรับการรับมือกับกรณีฉุกเฉิน ควรจะมีอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ที่คาดว่าน่าจะได้ใช้งาน ไว้ใกล้ๆ เช่น เครื่องมือช่วยคนตกน้ำ อุปกรณ์ปฐมพยาบาล เป็นต้น

อุปกรณ์ที่ควรมี ในกรณีฉุกเฉิน มีดังต่อไปนี้

  • กล้องส่องทางไกล
  • คลิปบอร์ด กระดาษ ปากกา ดินสอ
  • กระดานกู้ภัย หรือเซิร์ฟบอร์ด
  • เชือกขนาด และความยาวต่างๆ
  • สมอ สำหรับทำ Circular Sweep
  • เข็มทิศใต้น้ำ
  • เครื่องหมาย สำหรับปักใต้น้ำ
  • ทุ่น Marker
  • ผ้าห่ม

อุปกรณ์ปฐมพยาบาล

อันประกอบไปด้วย

  • คู่มือการปฐมพยาบาล
  • สำลีทำแผล
  • แผนปฏิบัติการ และข้อมูลสื่อสาร
  • แผ่นซับแผล
  • เหรียญ สำหรับหยอดโทรศัพท์
  • เทปพันแผล และเทปทั่วไป
  • น้ำส้มสายชู
  • ที่กดลิ้น
  • ยา Sea Balm หรือ Bacitrincin
  • ที่วัดอุณหภูมิร่างกาย
  • Cortizone Cream
  • มีดโกน
  • ยาแก้ปวด ที่ไม่ใช่แอสไพริน
  • กรรไกร
  • สบู่
  • ไม้ขีดไฟ หรือไฟแช็ค
  • ถุงร้อน
  • ผ้าห่ม
  • ถุงเย็น
  • ไม้ทำเฝือก
  • แอลกอฮอล์
  • ไฟฉายขนาดเล็ก
  • แผ่นพลาสติค
  • ยาแก้เมาคลื่น
  • ผ้ากอซห้ามเลือด
  • Pocket Mask
  • ขวดบีบใส่น้ำเปล่า
  • อุปกรณ์ให้ออกซิเจน
  • ผ้าสามเหลี่ยม และผ้าพันแผลแบบม้วน

การบาดเจ็บจากการดำน้ำ ที่มีโอกาสเกิดขึ้น และการปฐมพยาบาล มีดังต่อไปนี้

โรคเบนด์ หรือ Decompression Sickness

เป็นการเจ็บป่วย อันเกิดจากก๊าซไนโตรเจน ที่ถูกดูดซึม เข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกาย เมื่อนักดำน้ำลงไปในความลึก ปลดปล่อยออกมาช้ากว่า อัตราการลดของความดัน ภายนอกร่างกายของนักดำน้ำ เมื่อขึ้นมาสู่ผิวน้ำ อันจะก่อให้เกิด ฟองอากาศในเนื้อเยื่อ และเข้าสู่กระแสเลือด เกิดการขัดขวาง การไหลเวียนของเลือด และนำไปสู่อาการต่างๆ ของโรคเบนด์ มากน้อยตามลักษณะ บริเวณ และปริมาณของฟองอากาศที่เกิดขึ้น

มีนักสรีรวิทยาจำนวนมาก ที่เชื่อว่าฟองอากาศนั้น เกิดขึ้น และอยู่ในร่างกายของนักดำน้ำ หลังจากการดำน้ำทุกครั้ง หากฟองอากาศนี้ มีจำนวนน้อย และมีขนาดเล็ก ก็จะไม่มีผลกระทบอันใด ต่อนักดำน้ำ ในทางตรงกันข้าม หากฟองอากาศมีมาก และมารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ก็อาจทำให้เกิด อาการของโรคเบนด์ขึ้นมาได้

สาเหตุของโรคเบนด์นี้ มักเกิดจากการที่นักดำน้ำ ขึ้นจากความลึก สู่ผิวน้ำเร็วเกินไป และจากการอยู่ใต้น้ำ ที่ความลึก และเวลาที่เกินกว่า ร่างกายจะทนได้ สภาพร่างกาย และจิตใจที่ไม่เหมาะสม ความเหนื่อย ความเย็น สิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่ง เทคนิคการดำน้ำ เช่น การไม่ทำ Safety Stop เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีการเกิดโรคเบนด์ จากการขึ้นเครื่องบิน หรือขึ้นสู่ความสูง เกิน 300 เมตร ภายในระยะวเลา 12 ชั่วโมงหลังจากขึ้นสู่ผิวน้ำ อัตราความกดดันของอากาศ ที่น้อยกว่าที่ระดับน้ำทะเล อาจทำให้ ก๊าซไนโตรเจนที่ยังตกค้าง ในร่างกายของนักดำน้ำ ขยายตัวขึ้นมา จนทำให้เกิดอาการของโรคเบนด์ ขณะขึ้นเครื่องบินได้

เนื่องจากฟองอากาศนี้ สามารถก่อตัวขึ้นมาได้ ทุกที่ในร่างกายของคน อาการ และความรุนแรงของโรคเบนด์ จึงมีหลายระดับ หลายอาการ แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง และปริมาณของฟองอากาศ ที่เกิดขึ้น ในร่างกายของผู้ป่วย โรคเบนด์นี้ สามารถแบ่งออกได้ เป็นสองชนิดใหญ่ ตามลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ

  • แบบที่ 1 เป็นอาการที่เกิดขึ้น บริเวณผิวหนัง หรือตามข้อต่อต่างๆ โรคเบนด์แบบนี้ มักจะมีความรุนแรง น้อยกว่าแบบที่ 2 นักดำน้ำที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการคัน ชา เจ็บ ตามผิวหนัง หรือมีอาการปวดตามข้อต่างๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อศอก ข้อเข่า เป็นต้น
  • แบบที่ 2 เป็นอาการที่เกิดขึ้น กับระบบอื่นๆ ของร่างกาย มักเป็นระบบสมอง ระบบประสาท ระบบการหายใจ ระบบการย่อยอาหาร เป็นต้น อาการของโรคเบนด์แบบนี้ มักเกิดความอ่อนเพลีย ผิดปกติอย่างมาก วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอัมพาต เสียการทรงตัว ไม่สามารถกลั้นอุจจาระ หรือปัสสาวะได้ ผู้ป่วยอาจมี อาการหยุดหายใจ เจ็บหน้าอก หรือไออย่างมาก จนกระทั่ง อาจหมดสติไปได้

โดยปกติ อาการของโรคเบนด์ ทั้งสองแบบนี้ มักเกิดขึ้น หลังจากขึ้นสู่ผิวน้ำแล้ว ตั้งแต่ 5 นาที ถึง 12 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่ อาการของโรคเบนด์ จะเกิดขึ้นช้า ผู้ป่วยมักไม่หมดสติทันที อาการมักเกิดขึ้น ทั้งสองด้านของร่างกาย และมีการตอบสนอง ต่อการปฐมพยาบาลน้อย

เมื่อผู้ป่วยมีอาการ แสดงให้เห็นว่า เป็นโรคเบนด์แล้ว วิธีการรักษาพยาบาล ก็คือ การนำผู้ป่วยเข้า Recompression Chamber เพื่อให้ผู้ป่วย กลับเข้าสู่ความดัน ที่ทำให้เกิดฟองอากาศ ในขั้นแรก ก่อนที่จะเป็นโรคเบนด์ การกลับเข้าสู่ความดันดังกล่าวนี้ ยิ่งเร็วเท่าไร ก็จะยิ่งลดแนวโน้ม ที่จะทำให้ผู้ป่วยพิการมากเท่านั้น เนื่องจาก การกลับเข้าสู่ความดัน จะทำให้ฟองอากาศ ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของโรคเบนด์นี้ หดตัวลงไป หรือกลับเข้าสู่สภาพของเหลว ซึ่งจะทำให้ อาการเจ็บป่วยของโรคเบนด์นี้หายไป จากนั้นจึงค่อยๆ ลดความกดดันอย่างช้าๆ เพื่อให้ก๊าซไนโตรเจนค่อยๆ ออกจากร่างกายตามปกติ อย่างปลอดภัย

วิธีการปฐมพยาบาล ผู้ป่วยโรคเบนด์เบื้องต้นนั้น คือ การจัดกระบวนการ กู้ชีวิตเบื้องต้น (Basic Life Support) แล้วจึงให้ผู้ป่วย หายใจเอาก๊าซออกซิเจน ( หากเป็นไปได้ควร 100%) เข้าไปให้มากที่สุด เท่าที่จะมีอยู่ จนกระทั่งถึงมือแพทย์ การที่ผู้ป่วยหายใจ เอาก๊าซออกซิเจนเข้าไปนั้น จะทำให้ผู้ป่วย สามารถกำจัดเอาก๊าซไนโตรเจน ออกจากร่างกายโดยเร็ว และปลอดภัย

ขณะทำการปฐมพยาบาล ควรให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้าย เอามือซ้ายหนุนศีรษะไว้ ท่านอนท่านี้ จะทำให้ทางเดินอากาศ เปิดอยู่เสมอ หากผู้ป่วยจะอาเจียน ไม่ควรให้ผู้ป่วยนั่ง เนื่องจาก เคยมีการศึกษาพบว่า การขึ้นมานั่ง จะทำให้อาการของโรค หนักไปกว่าเดิม สำหรับผู้ป่วยที่ไม่หายใจ ควรให้นอนหงาย เพื่อรับการปฐมพยาบาล และการผายปอด ปั๊มหัวใจ

การบาดเจ็บจากปอดขยายตัวมากเกินไป (Lung Overexpansion)

เกิดจากการขยายตัวของอากาศ ในปอดของนักดำน้ำ ซึ่งถูกปิดกั้นไว้ ไม่ให้ระบายออกนอกร่างกาย ด้วยสาเหตุต่างๆ ทำให้เนื้อเยื่อ หรือถุงลมในปอด ขยายตัวเกินกว่าที่จะรับได้ และเกิดการรั่วของอากาศ ไปยังที่ต่างๆ หรือสู่กระแสโลหิต โดยส่วนมาก การบาดเจ็บชนิดนี้ มักเกิดจากการกลั้นหายใจ ขณะขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ก็ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก เช่น การขัดขวางทางเดินของระบบหายใจ ขณะขึ้นสู่ผิวน้ำ จากของเหลว เสมหะ เนื่องจากการเป็นหวัด ติดเชื้อในปอด หรือการปิดของท่อ Alveolus ของ Bronchioulus เพราะสารเคลือบท่อเหล่านั้น สูญหายไป เนื่องจากการสูบบุหรี่ เป็นต้น

การบาดเจ็บของปอดนี้ อาจเกิดขึ้นได้จาก การขยายตัวของอากาศ เพียงน้อยนิดเท่านั้น นักดำน้ำอาจจะเกิดการบาดเจ็บได้ หากกลั้นหายใจ และขึ้นมาเพียงสองหรือสามฟิต เท่านั้นเอง

การบาดเจ็บดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ปอดฉีกขาด ในลักษณะเดียวกับลูกโป่งแตก แต่จะฉีกขาดภายใน อาการบาดเจ็บนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด คือ

  • Air Emblism เป็นอาการปอดขยายตัวมากเกินไป ที่ร้ายแรงที่สุด และมักพบบ่อยที่สุดด้วย เนื่องจาก อากาศที่ขยายตัว ทำให้ถุงลม (alveoli) ในปอดฉีกขาด อากาศรั่วเข้าไปในกระแสเลือด เกิดฟองอากาศในเส้นเลือดที่หัวใจ อาจเกิด การขัดขวางทางเดินโลหิต ที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง มักทำให้เกิด อาการตามัว เวียนศีรษะ หมดสติกระทันหัน ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น ไอ น้ำลายเป็นฟองเลือด อาจหยุดหายใจ หรือเสียชีวิตได้ อาการนี้ มักเกิดขึ้นภายใน 5 นาที หลังจากขึ้นสู่ผิวน้ำ
  • Mediastinal Emphysema เกิดจากอากาศรั่ว เข้าสู่แกนกลางของปอด และสะสม จนกระทั่ง กดหัวใจ และหลอดเลือด รบกวนการไหลเวียนโลหิต ผู้ป่วยมักมีอาการ เจ็บใต้กระดูกหน้าอก หยุดหายใจ หายใจติดขัด ต้องพยายามกลืนอากาศ เป็นลม หมดสติ ช็อค
  • Subcutaneous Emphysema เกิดจากอากาศรั่ว ไปสู่ฐานของคอ จะรู้สึกว่า มีลมอยู่ภายใต้ผิวหนัง บริเวณคอ เสียงเปลี่ยน รู้สึกหายใจติดขัด
  • Pneumothorax เกิดจากการขยายตัว จนปอดฉีกขาด อากาศรั่วเข้าไป ในบริเวณระหว่างปอด และผนังของปอด ทำให้เกิด การยุบตัว (Collapse) ของปอดข้างนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการ เจ็บหน้าอกมาก หายใจติดขัด หายใจไม่ออก ชีพจรเต้นผิดปกติ

ถึงแม้ว่า อาการปอดขยายตัวมากเกินไปนี้ จะมีเพียงแบบ Air Embolism ชนิดเดียว ที่ก่อให้เกิด อันตรายถึงชีวิต แต่การขยายตัว ของปอดแบบอื่นๆ ก็อาจเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า Air Embolism อาจเกิดขึ้น ในขณะนั้นด้วย ด้วยเหตุนี้เอง หากมีอาการ ปอดขยายตัวมากเกินไป ผู้ป่วยจะต้องได้รับ การปฐมพยาบาลเช่นเดียวกับ แบบ Air Embolism ไม่ว่าจะมีอาการแบบใดก็ตามที

การให้การรักษาพยาบาล สำหรับผู้ป่วยปอดขยายตัว มากเกินไป แบบ Air Embolism นั้นคือ การเข้าสู่ความกดดันใน Chamber เช่นเดียวกับ ผู้ป่วยโรคเบนด์ เพื่อให้ฟองอากาศที่เกิดขึ้น ในร่างกายของผู้ป่วย หดลดขนาด หรือกลับเข้าสู่ ภาวะของเหลว และถูกกำจัดออกจากร่างกาย โดยปลอดภัย ส่วนผู้ป่วยปอดขยายตัว มากเกินไป แบบอื่นๆ นั้น ไม่จำเป็น ต้องกลับเข้าสู่ความกดดัน

ผู้ป่วยแบบ Pneumothorax จะต้องได้รับ การผ่าตัด เพื่อเอาอากาศที่เกิดขึ้น ระหว่างปอดที่ยุบไป กับผนังปอดออกมา จากนั้น จะต้องเติมลมเข้าไปในปอด สำหรับผู้ป่วยแบบ Mediastinal Emphysema และ Subcutaneous Emphysema นั้น จะหายกลับเป็น ปกติเอง หลังจากเลือดได้ดูดซับเอาอากาศ ที่ถูกกักอยู่ออกไป

โดยปกติแล้ว อาการปอดขยายตัวมากเกินไปนี้ มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใน 5 นาทีหลังจากขึ้นสู่ผิวน้ำ ผู้ป่วยมักหมดสติทันที และมีอาการของร่างกาย ซีกใดซีกหนึ่ง รวมทั้ง มีการตอบสนองที่ดีขึ้น อย่างรวดเร็ว ต่อการปฐมพยาบาล โดยเฉพาะ การได้รับ ออกซิเจน 100%

หากมีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า ผู้ป่วยเป็นโรคเบนด์ หรือมีอาการปอดขยายตัว มากเกินไป ให้ข้ามขั้นตอน วินิจฉัยนี้ไป และทำการปฐมพยาบาลเลย เนื่องจาก ขั้นตอนในการปฐมพยาบาล ผู้ป่วยทั้งสองโรคนี้ เป็นวิธีการเดียวกัน

การปฐมพยาบาล สำหรับโรคเบนด์ และปอดขยายตัวมากเกินไป ควรดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้

  • เรียกผู้ป่วย เพื่อตรวจสอบปฏิกริยาตอบสนอง
  • เปิดทางหายใจ ตรวจดูว่ามีสิ่งมาขัดขวาง การเดินทางของลมหายใจ ตรวจเสียงที่ผิดปกติ
  • ตรวจสอบลมหายใจ ด้วยการดู ฟัง และสัมผัส หากพบว่าผู้ป่วย ไม่หายใจ ให้ทำการผายปอดช่วยชีวิต โดยการเป่าอากาศ เข้าสู่ปอดของผู้ป่วย ช้าๆ สองครั้ง และเป่าต่อไปอีก ในอัตราห้าวินาทีต่อหนึ่งครั้ง
  • ตรวจสอบการไหลเวียนของโลหิต ตรวจสอบอัตราการเต้นของชีพจร ที่บริเวณลำคอของผู้ป่วย หากพบว่าผู้ป่วยไม่มีการเต้น ของชีพจร ให้ทำการปั๊มหัวใจให้ผู้ป่วย โดยการใช้สันมือ กดที่กระดูกหน้าอก ตรงที่ซี่โครงทั้งสองด้าน เข้ามาบรรจบหากัน และสูงขึ้นมาทางศีรษะผู้ป่วย ประมาณ 1 นิ้ว ให้ทำการกดกระดูกดังกล่าว ลงไปลึกประมาณ 1-2 นิ้วฟุต ในอัตรา 80-100 ครั้งต่อนาที ในกรณีที่ผู้ป่วย ไม่มีทั้งลมหายใจ และไม่มีชีพจร ให้ทำการเป่าปากสองครั้ง สลับกับการปั๊มหัวใจ 30 ครั้ง และกลับไปเป่าปากอีก 2 ครั้ง ไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง ผู้ป่วยมีการเต้นของหัวใจ และสามารถหายใจได้เอง หรือจนกระทั่ง ถึงมือแพทย์
  • ตรวจสอบอาการไหลของโลหิต ว่ามีหรือไม่ หากมีต้องทำการห้ามเลือด
  • ตรวจสอบอาการช๊อค หากพบอาการ ให้ควบคุมอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วย ให้นอนกับพื้น ยกขาขึ้น 8-12 นิ้วฟุต และทำการ ตรวจสอบ ตั้งแต่ขั้นตอนแรก วนเวียนกัน จนถึงขั้นตอนนี้ อย่างต่อเนื่อง
  • จากนั้น ให้ทำการสอบถามผู้ป่วย เพื่อดูว่าอาการป่วยเกิดจากโรคเบนด์ หรือโรคปอดขยายตัวมากเกินไป โดยให้ถามผู้ป่วยว่า ได้ทำการหายใจด้วยอากาศอัดใต้น้ำหรือไม่ ขึ้นสู่ผิวน้ำกระทันหันหรือไม่ ดำน้ำลึกเท่าไร ใช้เวลาใต้น้ำนานเท่าใด รู้สึกอ่อนเพลียอย่างมากหรือไม่ รู้สึกเจ็บปวดตามข้อ ตามหลัง หรือบริเวณท้องหรือเปล่า รู้สึกเวียนศีรษะหรือไม่ รู้สึกชา หมดความรู้สึก หรือเป็นอัมพาตหรือเปล่า มีอาการหายใจติดขัดหรือไม่
  • หากพบว่าผู้ป่วย มีอาการจากโรคเบนด์ หรือปอดขยาย ให้ปลอบผู้ป่วยไม่ให้ตกใจ ให้ความเชื่อมั่นกับผู้ป่วย ว่าจะควบคุม สถานการณ์ ไม่ให้เลวร้ายลงไปได้ และคอยตรวจดูอาการหายใจ และการไหลเวียนโลหิตของผู้ป่วย
  • ให้ผู้ป่วยนอนลงในท่าที่สบาย ในกรณีผู้ป่วยหมดสติ ให้นอนหงาย อย่าให้ผู้ป่วยลุกขึ้นนั่งหรือยืน หากผู้ป่วยอาเจียน ให้เอียงตัวผู้ป่วย รักษาทางเดินหายใจให้เปิดไว้ และทำความสะอาดให้กับผู้ป่วย
  • ให้ผู้ป่วยหายใจ จากถังออกซิเจนฉุกเฉินที่เตรียมไว้ ในกรณีผู้ป่วยหมดสติ ให้ใช้เครื่องแบบ Continuous Flow และให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจน 60-100% ดังนี้ จนถึงมือแพทย์
  • สามารถให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือคาเฟอีนได้
  • ติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีฉุกเฉิน

จมน้ำ น้ำเข้าปอด

กรณีจมน้ำ และผู้ป่วยยังไม่เสียชีวิตนั้น น้ำที่เข้าไปในปอด จะไปขัดขวางการขนส่งออกซิเจน ไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วย มีอาการขาดออกซิเจน (Hypoxia) อาการนั้น มีความรุนแรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ที่ผู้ป่วยจมน้ำ หากผู้ป่วยจมน้ำไม่นานเกินไป เช่น น้อยกว่า 4 นาที หากได้รับการปฐมพยาบาล และการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจกลับเป็นปกติได้ ในขณะเดียวกัน หากผู้ป่วยจมน้ำอยู่นาน เช่น 6-10 นาที ก็มีแนวโน้มว่า ผู้ป่วยอาจไม่กลับมาสู่สภาวะเดิม อาจพิการหรือเสียชีวิตในที่สุด

อาการที่มักเกิดขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการไอ หยุดหายใจ หายใจถี่ ชัก หมดสติ หัวใจวาย หรือเสียชีวิต ผู้ป่วยมักมีริมฝีปาก และปลายเล็บม่วงคล้ำ

การปฐมพยาบาล สำหรับผู้ป่วยจมน้ำนั้น คือ การทำให้ผู้ป่วยหายใจ และมีการเต้นของหัวใจกลับคืนมา ด้วยการผายปอด และปั๊มหัวใจ ในกรณีไม่หายใจ และหัวใจหยุดเต้น จากนั้นจึงให้ผู้ป่วยหายใจด้วย ก๊าซออกซิเจน (100%) หากเป็นไปได้

ข้อควรคำนึง ในการให้การปฐมพยาบาล ผู้ป่วยที่จมน้ำ ก็คือ ในบางกรณี ผู้ป่วยกลับฟื้นคืนสติ และมีอาการดีขึ้นมา ก็ยังจำเป็นต้องดูแล ให้การปฐมพยาบาลต่อ จนกระทั่งถึงมือแพทย์ เนื่องจาก อาจเกิดน้ำท่วมปอดได้อีก ภายในระยะเวลาอันสั้น

การปฐมพยาบาลสำหรับผู้ป่วยจมน้ำ

ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • เรียกผู้ป่วย เพื่อตรวจสอบปฏิกริยาตอบสนอง
  • เปิดทางหายใจ ตรวจดูว่ามีสิ่งมาขัดขวาง การเดินทางของลมหายใจ ตรวจเสียงที่ผิดปกติ
  • ตรวจสอบลมหายใจ ด้วยการดู ฟัง และสัมผัส หากพบว่าผู้ป่วยไม่หายใจ ให้ทำการผายปอดช่วยชีวิต โดยการเป่าอากาศเข้าสู่ปอดของผู้ป่วย ช้าๆ สองครั้ง และเป่าต่อไปอีก ในอัตราห้าวินาทีต่อหนึ่งครั้ง
  • ตรวจสอบการไหลเวียนของโลหิต ตรวจสอบอัตราการเต้นของชีพจร ที่บริเวณลำคอของผู้ป่วย หากพบว่า ผู้ป่วยไม่มีการเต้น ของชีพจร ให้ทำการปั๊มหัวใจให้ผู้ป่วย โดยการใช้สันมือ กดที่กระดูกหน้าอก ตรงที่ซี่โครงทั้งสองด้าน เข้ามาบรรจบหากัน และสูงขึ้นมาทางศีรษะผู้ป่วย ประมาณ 1 นิ้ว ให้ทำการกดกระดูกดังกล่าว ลงไปลึกประมาณ 1-2 นิ้วฟุต ในอัตรา 80-100 ครั้งต่อนาที ในกรณีที่ ผู้ป่วยไม่มีทั้งลมหายใจ และไม่มีชีพจร ให้ทำการเป่าปากสองครั้ง สลับกับการปั๊มหัวใจ 30 ครั้ง และกลับไปเป่าปากอีก 2 ครั้ง ไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง ผู้ป่วยมีการเต้นของหัวใจ และสามารถหายใจได้เอง หรือจนกระทั่งถึงมือแพทย์
  • ตรวจสอบอาการไหลของโลหิต ว่ามีหรือไม่ หากมีต้องทำการห้ามเลือด
  • ตรวจสอบอาการช็อค หากพบอาการ ให้ควบคุมอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วย ให้นอนกับพื้น ยกขาขึ้น 8-12 นิ้วฟุต และทำการตรวจสอบ ตั้งแต่ขั้นตอนแรก วนเวียนกัน จนถึงขั้นตอนนี้ อย่างต่อเนื่อง
  • ให้ผู้ป่วยนอนลงในท่าที่สบาย ในกรณีผู้ป่วยหมดสติ ให้นอนหงาย อย่าให้ผู้ป่วยลุกขึ้นนั่งหรือยืน หากผู้ป่วยอาเจียน ให้เอียงตัวผู้ป่วย รักษาทางเดินหายใจให้เปิดไว้ และทำความสะอาดให้กับผู้ป่วย
  • ให้ผู้ป่วยหายใจจากถังออกซิเจนฉุกเฉินที่เตรียมไว้ ในกรณีผู้ป่วยหมดสติ ให้ใช้เครื่องแบบ Continuous Flow และให้ผู้ป่วยหายใจ ด้วยออกซิเจน 60-100% ดังนี้ จนถึงมือแพทย์
  • ติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีฉุกเฉิน
  • ให้ทำการปฐมพยาบาลอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงมือแพทย์ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น จนเป็นปกติแล้วก็ตาม

การให้ออกซิเจนสำหรับผู้ป่วย

เรือที่ไปดำน้ำ ควรจะต้องเตรียมถังออกซิเจนฉุกเฉิน ไว้ในปริมาณที่เพียงพอ ต่อการนำผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาล สำหรับ ในกรณีของการดำน้ำ ที่บริเวณเกาะจวง และอ่าวสัตหีบนั้น เวลาในการเดินทาง จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยใช้เวลา ในการเดินทาง ทางเรือประมาณ 40 นาที และการเดินทาง โดยรถยนต์ประมาณ 20 นาที

ปริมาณออกซิเจน ที่ควรเตรียมไว้ในเรือ สำหรับกรณีฉุกเฉิน ควรมีถังปริมาตร 50 C .ft. และอัดอากาศที่ความดัน 150 BAR จำนวน 2 ถัง เนื่องจาก ถังหนึ่งจะสามารถหายใจได้ ในอัตราการหายใจปกติ ประมาณ 40 นาที

เขียนโดย ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์
พิสูจน์อักษร ทีมงาน FreedomDIVE
ปรับปรุงล่าสุด 02 ต.ค. 2550