TAT License No. 12/01654

Free Diving ตอนที่ 1

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปเรียนฟรีไดวิ่งมาครับ สนุก ตื่นเต้น และน่าสนใจ จนอดที่จะเอามาเล่าให้เพื่อนๆ นักดำน้ำแบบสกูบ้า ได้รับทราบกันไม่ไหวเลย

อันที่จริง ผมก็ฟรีไดวิ่งมาก่อน ที่จะมาดำน้ำแบบสกูบ้านี่อีกนะครับ แต่เป็นไปในลักษณะที่เขาเรียกกันว่า ฟรีไดวิ่งลูกทุ่งน่ะครับ คือ ไม่รู้อะไรเลย ไม่มีเงินเลย มีหน้ากากกับฟิน (บวกฉมวกยิงปลาอีกอันหนึ่ง) ก็ดำมันไปเรื่อย เวลาไปเที่ยว ตามเกาะแก่งต่างๆ หากหาปลาไม่ได้ ก็อด อันนี้ ประมาณสามสิบปีที่ผ่านมาเห็นจะได้นะครับ

ความที่ชอบกีฬาทางน้ำ ฟรีไดวิ่งก็เลยเป็นอะไร ที่อยากจะทำให้ได้ดี แต่ในขณะนั้น ก็คิดว่าคงทำได้แค่นั้น ความสามารถของเรา คงไม่ถึง ที่จะพัฒนาให้ทำได้มากกว่าที่ทำได้อยู่ บวกกับในสมัยนั้น การดำน้ำก็เป็นอะไร ที่มากเกินกว่าฐานะ (ต่อให้เป็นการดำแบบฟรีไดวิ่งก็เถอะ) เลยไปแข่งว่ายน้ำดีกว่าครับ

ไม่นานมานี้เอง ได้ข่าวจากเพื่อนว่า มีผู้สอนฟรีไดวิ่ง จากประเทศฝรั่งเศส จะมาเปิดสอนในประเทศไทย เป็นเวลาประมาณ หกเดือน ในหลักสูตรของ AIDA ซึ่งเป็นสถาบันฟรีไดวิ่งชั้นนำของโลก ทำการสอนที่เกาะลันตา ก็เลยรีบติดต่อไปครับ ครั้งแรกก็กังวลนะ ว่าครูจะสื่อสารกับเราได้หรือเปล่า สังขารของเราจะไหวหรือเปล่า จะหนีงานไปเรียนได้ยังไง ฯลฯ แต่ความอยากมันมีมากกว่าอุปสรรคครับ ก็เลยพยายามไปเรียนจนได้

ลางานไป เพื่อนร่วมงานก็รู้สึกตลกขบขัน (ปนสมเพช) นะครับ ว่าแก่ขนาดนี้แล้วยังจะซ่าอีก แต่พอดี การเรียนต่อ เรื่องกีฬาทุกชนิด มันเป็นวิชาชีพ (เพราะเป็นครูสอนพละ) หัวหน้างานเลยอนุมัติให้ไปได้

ขับรถไปถึงเกาะลันตาตอนบ่ายๆ ครับ ไปนั่งคุยกับครู ดูท่าแล้วครูจะหล่อเกินเหตุไปหน่อย ทำให้รู้สึกสงสัยว่า ไอ้พวกนักฟรีไดวิ่งนี่ มันต้องสวยหล่อกันแบบนี้หมด ถึงจะดำได้ดีหรือเปล่าหนอ เพราะเห็นในนิตยสาร และรายการต่างๆ ก็เป็นอย่างนั้น หากเป็นเช่นนั้น ประเภทอ้วนล่ำดำแก่แบบผม สงสัยจะไม่มีอนาคต แต่หลังจากคุยกับครูแล้วก็อุ่นใจ แกบอกว่าต่อให้แก่ และน่าเกลียดแค่ไหน ก็พอจะเอาดีได้ครับ

อยากเห็นหน้าครูผม ก็เข้าไปในเว็บนี้แล้วกัน http://www.freedivecentral.com/f-francisco-gautier-2

เสร็จจากการสมัครเรียน ครูก็ให้งานกลับไปทำเลยครับ แกบอกว่าให้กินให้อิ่ม และนอนให้มาก พรุ่งนี้เช้ามาเรียนกันที่ชายหาด ดูแล้วงานก็ง่ายพอสมควรนะครับ ผมก็ไปหาที่พัก เพราะไปแบบไม่ได้ติดต่ออะไรเลย ก็หาโรงแรมริมถนนนอนครับ ง่ายๆ สบายดี

รุ่งเช้าก็ไปพบกับครู ทางร้านก็ขับรถไปที่ชายหาดอีกด้านหนึ่ง สวยมาก แต่จำชื่อไม่ได้แล้วครับ ว่าหาดอะไร เริ่มแรกก็เรียน เรื่องการเตรียมพร้อมร่างกายกันเลย ถึงก็เรียนเรื่องการเหยียดยืดกล้ามเนื้อ โยคะเล็กน้อย โดยเฉพาะ เรื่องการเหยียดกล้ามเนื้อ ส่วนที่เป็นช่วงอก เพื่อให้ปอดสามารถขยายตัวได้มากขึ้น

จากนั้น ก็เรียนเรื่องการหายใจ ก็น่าแปลกใจที่เทคนิคการทำ Hyperventilation แบบที่เรียนมา ในหลักสูตร การดำน้ำแบบสกูบ้านั้น นำมาใช้กับฟรีไดวิ่ง ไม่ได้เด็ดขาด เพราะอาจจะตายไม่รู้ตัว การหายใจแบบนักฟรีไดวิ่งจริงๆ นั้น ต้องใช้วิธีการ เอาอากาศเข้าไปให้มากที่สุด และใช้พลังงานอย่างประหยัดที่สุด มากกว่าที่จะหลอกระบบของร่างกายว่า มีคาร์บอนไดออกไซด์น้อย แล้วจะได้ไม่อยากหายใจ แบบการทำไฮเปอร์เวนทิเลชั่นครับ

แค่เรื่องแรกนี้ ผมก็รู้สึกแล้วครับ ว่าโชคดีที่ยอมเสียเงินมาเรียน หากไปดำเล่นเองคงไม่รู้เรื่อง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความปลอดภัยอื่นๆ ที่ครูสอนให้รู้ก่อน อีกหลายจุด ในการเรียนฟรีได้วิ่ง ระดับหนึ่งดาวนี่นะครับ

อันดับแรกเลย ก็คือ ไม่ให้ดำน้ำคนเดียว โดยเด็ดขาด ต้องมีบัดดี้ ซึ่งจะดำพร้อมเรา ก็ไม่ได้ด้วยนะครับ ต้องคนหนึ่งดำลงไป ขณะที่อีกคน อยู่บนผิวน้ำ คอยมองดู เพื่อคอยช่วยเหลือ หากเกิดอาการหมดสติ เนื่องจากระดับความดันโลหิตต่ำ (อันเกิดจาก วิธีการหายใจ และการเลื่อนไหลของเลือด ในร่างกายของนักดำ) หรือจาก Shallow Water Blackout (SWB)

ครูเน้นเรื่องการจมลอย ว่าต้องให้ตัวลอยนิดๆ บนผิวน้ำ เวลาดำลงไปลึกๆ ตัวจะได้ไม่จมมากเกินไป ถึงแม้ว่า เราต้องการจะให้จมได้บ้าง เพื่อประหยัดพลังงาน ในการเดินทางลงไปในที่ลึก ก็ตามทีครับ แต่วันที่เรียนกันจริงๆ ก็ทำไม่ได้เท่าไร เพราะไม่ได้ใส่เวทสูท เครื่องแบบนักเรียน เป็นกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว หน้ากากเดิมๆ (ถึงแม้ต่อไปจะต้องเปลี่ยนให้ Low Volume กว่านี้) ฟินอันเดิม (ซึ่งก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน แต่ยังไม่มีตังค์) ตัวผมก็เลยจม ถึงแม้จะอยู่ที่ผิวน้ำ

น่าแปลกใจเหมือนกัน ที่ครูบอกว่าสนอร์เกิ้ลนั้น ให้ใช้ได้ แต่ไม่ให้ติดกับหน้ากาก ให้ถือเอาไว้ แล้วใช้หายใจเตรียมตัวลง เมื่อจะมุดลงน้ำ ให้ส่งสนอร์เกิ้ลให้เพื่อน แล้วก็ดำลงไป ไม่ต้องคาบลงไปด้วย เนื่องจาก เหตุผลสองประการ คือหนึ่ง มันต้านน้ำ ทำให้ดำลงยากกว่าเดิม การดำน้ำแบบนี้ การทำตัวให้ลู่น้ำสำคัญมาก ประการที่สองคือ การคาบสนอร์เกิ้ล ขณะฟรีไดวิ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ทำกัน เพราะมันจะทำให้เรา อยากหายใจก่อนเวลาครับ

นอกจากนั้น สัญญาณโอเค ที่เราใช้กัน ก็ใช้ไม่ได้ ในการดำน้ำฟรีไดวิ่งนะครับ เขาให้ใช้การพูดเลย เช่น เมื่อนักดำ ขึ้นมาถึงผิวน้ำใหม่ๆ นี่ เขาให้บัดดี้อยู่ในระยะมือเอื้อมถึง ให้นักดำน้ำเกาะทุ่น แล้วหายใจหลายๆ ครั้ง จนเป็นปกติแล้ว จึงถามว่า โอเคหรือเปล่า หากใช้สัญญาณมือแบบพวกเรา ส่วนมากจะไม่ได้สื่อสารกันจริงๆ เพราะมีหลายคน ที่ตอบโอเคเป็นสัญญาณมือแล้ว ก็หมดสติไป หนึ่งหรือสองวินาที หลังจากนั้นครับ

แค่ชั่วโมงแรก ก็มีอะไรใหม่ๆ เยอะแยะไปหมดครับ

เขียนโดย ดร. พิชิต เมืองนาโพธิ์
พิสูจน์อักษร ทีมงาน FreedomDIVE
นำเสนอ 09 ก.ย. 2546
ปรับปรุงล่าสุด 11 ต.ค. 2550