ติดเกาะตาชัย และการจากไปของเรือ"เจ้าหญิงน้อย" - 16 เมษา 2556

หลายคนคงได้ยินข่าวเรื่องการจากไปของเรือเจ้าหญิงน้อยหรือ MV Little Princess กันบ้างแล้ว

เป็นประสบการณ์ของการร่วมอยู่ในเหตุการณ์ตื่นเต้น เป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกคือตอนที่ครูดำน้ำหายไปที่แสมสาร
ได้เห็นข่าว ในหน้าหนังสือพิมพ์ ก็รู้สึกว่าเขียนข้อมูลคลาดเคลื่อนไปบ้าง เช่นตอนเช้ายังอากาศดี แต่พอตอนบ่ายอยู่ดีๆ ลมก็มา อะไรแบบนี้ ซึ่งพอดีได้อยู่ฟังขณะนักข่าวสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวก็เลยรู้ว่านักข่าวจับประเด็นผิด หรือเรื่องอื่นๆ อีก ก็เลยอยากจะมาเล่าเอาไว้ในนี้ ในฐานะของผู้เห็นเหตุการณ์ แต่อาจจะไม่ได้รู้ทุกแง่มุมของเหตุการณ์นี้ บางคำอาจจะไม่ใช่คำสากลที่เราใช้กัน แต่เป็นคำที่คนเรือเรียกกันนะครับ

ทริปนี้ดำน้ำวันที่ 13-16 เม.ย. ผมไปดำน้ำด้วยเรือ ScubaNet ออกเรือคืนวันที่ 12 เม.ย.
13 เม.ย. ตอนเช้าเป็นลม ตอ./ต. มีคลื่นนิดหน่อย ช่วยบ่ายลมสงบ
14 เม.ย. ตอนเช้าเป็นลม ตอ./ต. เหมือนเมื่อวาน มีคลื่นนิดหน่อย แต่ได้ข่าวว่า 15 เม.ย. จะมีลมตต./ต. ประมาณ 20 Knots เลยคิดว่าจะอยู่ที่สิมิลัน เพื่อดูให้แน่อีกที
ช่วงบ่ายลมสงบเหมือนเมื่อวาน ตัดสินใจขึ้นเกาะบอน เพื่อไปดูแมนต้า และลงมา Stand by ที่เกาะแปด ระหว่างนั้นทางคุณกอล์ฟส่งข่าวมาว่าลมวันที่ 15 เบาลงเหลือ 12 Knots เลยเปลี่ยนแผนขึ้นไปดำไนท์ไดฟ์ที่เกาะตาชัย และไปจอดนอนที่เกาะสุรินทร์ใต้ เผื่ออากาศเปลี่ยนแปลงก็ยังมีที่หลบสบายๆ
15 เม.ย. ตอนเช้ายังคงเป็นลม ตอ./ต. เหมือนเดิม คลื่นประมาณเมตรกว่า เลยดำที่เกาะตอรินลา จบไดฟ์หนึ่ง ทะเลสงบ เลยไปดำที่ริเชลิว 2 ไดฟ์ และเดินทางเข้าเกาะตาชัย จอดนอนที่หน้าหาด
16 เม.ย. ลมตต./ต. มาแล้ว ไม่สามารถออกไปดำที่กองหินตาชัยได้ เพราะคลื่นสูง ต้องดำที่หน้าหาดตาชัยทั้ง 3 ไดฟ์

ระหว่างที่รอลงไดฟ์ 3 เวลาประมาณบ่ายโมงกว่า เรือสปีดโบทที่พานักท่องเที่ยวมาเกาะตาชัย ก็ได้พานักท่องเที่ยวออกจากเกาะกลับฝั่ง เหลืออยู่เพียงลำเดียวที่จอดอยู่ สปีดโบทไม่แน่ใจว่าออกไปทั้งหมดกี่ลำ วิ่งออกไปได้ไม่นาน ยังไม่ทันพ้นสายตาที่มองจากเรือผ่านสายฝนออกไป ก็เห็นเรือ 6 ลำ ก็วิ่งกลับมายังเกาะ ไม่สามารถฝ่าคลื่นลมออกไปได้ เพราะคลื่นด้านนอกสูงถึง 3 เมตร (โดยประมาณ) ในเวลาเดียวกันเรือเจ้าหญิงน้อย ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะตาชัยประมาณ 2 ไมล์ กำลังขอความช่วยเหลือเรื่องเครื่องสูบน้ำซึ่งไม่เพียงพอ เพราะน้ำไหลเข้าท้องเรือค่อนข้างมาก ไดโว่ที่มีอยู่ตัวเดียว สูบไม่ทัน เนื่องจากเรือลำนี้มีช่องระบายอากาศอยู่ทั้งหัวเรือและท้ายเรือ ทำให้น้ำเข้าได้ง่าย ผมได้ยินจากกัปตันบอกว่า เห็นดิงกี้ ของ จนท.อุทยานวิ่งออกไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเอาไดโว่ออกไปหรือเปล่า ระหว่างนั้น ก็มีวิทยุขอความช่วยเหลือจากกัปตันเรือเจ้าหญิงน้อย บอกว่า "ศรีพังงาช่วยด้วย" และแจ้งพิกัดดาวว่า "20 50 ... อุ๊บ...." แล้วก็เงียบหายไป ไม่สามารถติดต่อได้อีก ซึ่งตัวเลขที่บอกมานั้นยังขาดอีก 2 ตัวถึงจะครบถ้วน เห็นในเว็บพันธ์ทิพย์ มีคนบอกว่า เรือได้ยิงพลุสัญญาณ 2 นัด แต่ในวันนั้น ผมและนักดำน้ำบนเรือไม่มีใครเห็นพลุสัญญาณ รวมทั้งไม่มีลูกเรือพูดถึงเรื่องนี้เลย

ทุกคนบน ScubaNet ต่างลุ้นว่า เครื่องวิทยุเสีย เพราะน้ำเข้าโดนเบตเตอรี่รึเปล่า หรือว่า........ แต่ไม่มีใครขอให้เป็นอย่างหลัง
สักพักนึง เรืออวนดำ "ชื่อ....." (ถ่ายรูปมาแล้ว แต่ระยะซูมยังไม่พอ มองไม่ชัด) ได้ถอนสมอและมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งดาว ที่ได้ยินจากว. ซึ่งกัปตันบอกว่า เป็นเรือที่มีศักยภาพมากที่สุดแล้วในบรรดาเรือที่จอดอยู่ทั้งหมด เพราะบริเวณนั้นเรือที่จอดหลบลมอยู่ เป็นเรือ Liveaboard 4 ลำ สปีดโบท 7 ลำ และเรือไดหมึกนับสิบ ซึ่งขนาดเล็กกว่า

เวลาประมาณบ่ายสามโมง เรืออวนไปถึงตำแหน่งที่บอกไว้ เป็นตำแหน่งเรือจางๆ ด้านซ้ายมือที่อยู่ในรูปข้างบน ก็ได้วิทยุมาว่า "พบคนลอยน้ำแล้ว....." ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ทันที โดยไม่ต้องพูดกัน สิ่งที่ลุ้นและเอาใจช่วยกันต่อไปก็คือ ขอให้อยู่ครบทุกคน ระหว่างนั้น ไม่สามารถติดต่อเรืออวนได้ชั่วคราว คงเพราะกำลัง ช่วยเหลือนักดำน้ำอยู่ โดยระหว่างนั้น ทุกคนบนเรือสามารถมองเห็นเรืออวน จางๆ ในม่านสายฝน ห่างออกไปประมาณ 2 ไมล์ทะเล

ดิงกี้เรือ ScubaNet วิ่งออกไปช่วยรับนักดำน้ำจากเรือประมง

เวลา 16.10 น. เรืออวนดำ วิ่งกลับมาถึงเกาะตาชัย และดิงกี้จากเรือ ScubaNet และเรือ Liveaboard แถวนั้น ก็มาช่วยกันย้ายนักดำน้ำ และกัปตันเรือเจ้าหญิงน้อย ไปขึ้นเรือ MantaQueen1 (ศรีพังงา) ซึ่งเป็นเรือของบริษัทเดียวกัน ส่วนลูกเรือให้มาขึ้นที่เรือ ScubaNet เพื่ออาบน้ำล้างตัว ทำแผล และปลอบขวัญกันตามประสาพี่น้องลูกเรือที่รู้จักและคุ้นเคยกัน คำแรกที่ผมได้ยินจาก ช่างเครื่องของเรือเจ้าหญิงน้อยเมื่อขึ้นเรือ Scubanet คือ "ผมทำดีที่สุดแล้วครับ" และร้องไห้กอดกับลูกเรือ Scubanet เป็นภาพที่สุดจะบรรยายจริงๆ ครับ
คลื่นที่เกาะตาชัย
ขนย้ายจากเรือประมง ไปเรือ Liveaboard ศรีพังงา

เมื่ออาบน้ำล้างตัว และทำแผลกันเสร็จแล้ว ลูกเรือเริ่มมีกำลังใจที่ดีขึ้น ก็เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์บนเรือ ซึ่งสรุปโดยคร่าวๆ คือ
  • หลังจบไดฟ์ที่ 2 และได้เจอ Manta ทั้ง 2 ไดฟ์ เรือออกจากเกาะบอน มาได้ไม่นาน ช่างเครื่องเริ่มไม่แน่่ใจ เพราะเห็นน้ำกระเด็นเข้าท้องเรือค่อนข้างมาก และถามกัปตันว่าจะไหวเหรอ กัปตันบอกว่าไหว
  • ชั้นล่างของเรือมีช่องระบายอากาศอยู่ทั้งด้านหน้า และด้านท้าย ทำให้น้ำเข้าได้ง่ายขึ้น
  • บนเรือมีเครื่องสูบน้ำตัวเดียว และไม่มีตัวสำรอง ทำให้เมื่อน้ำเข้าเยอะเลยสูบออกไม่ทัน
  • นักดำน้ำบนเรือ ซึ่งอยู่ชั้นล่าง ออกมาช่วยกันวิดน้ำ
  • เมื่อใกล้เกาะตาชัย เรือเริ่มหนักขึ้นเพราะมีน้ำอยู่ท้องเรือมากขึ้น จังหวะเดียวกับที่ลมผันผวน เรือเอียงเอาไม่กลับ และน้ำเข้าทางท้ายเรือเป็นจำนวนมาก
  • ลูกเรือเห็นว่าน่าจะไม่ไหว จึงโยน BCD ซึ่งติดกับถังอากาศ ประมาณ 10 ตัว ออกมาด้านนอกเรือ เพื่อให้เป็นทุ่นลอย
  • เมื่อท้ายเรือจม ลูกเรือและนักดำน้ำชั้นล่างเริ่มโดดออกจากเรือ
  • ช่างเครื่องซึ่งตอนนั้นอยู่ในห้องกับกัปตันเรือ วิ่งไปเคาะห้องนอนที่อยู่ชั้นบน โดยไม่รู้ว่ามีคนอยู่หรือเปล่า แต่ก็เรียกไว้ก่อน พร้อมทั้งถีบประตูให้เปิดออก ปรากฎว่ามีนักดำน้ำอยู่ในห้องนอนชั้นบนอีก 4 คน ในณะที่เรือกำลังจะจม
  • มีลูกเรือขึ้นไปปลดแพชูชีพได้ 1 อัน ขณะที่ท้ายเรือเริ่มจม จากนั้นพื้นไม้และดาดฟ้าเรือเริ่มแตก (ฟังแล้วเหมือนว่าเรือจะเริ่มหักกลาง)
  • นักดำน้ำและลูกเรือทั้งหมด โดดออกจากเรือมาลอยคอในทะเลเกาะ BCD ไว้ และเรือจมหายไปในทะเล
  • เรืออวนดำเข้าไปช่วย และพากลับมาขึ้นเรือศรีพังงา

หลังจากนั้นทางเกาะตาชัย ได้วิทยุประสานงานไปทางทหารเรือที่ท่าเรือทับละมุ ขอความช่วยเหลือให้นำเรือออกไปรับนักท่องเที่ยวประมาณ 400 คน ซึ่งมากับเรือสปีดโบทที่พานักท่องเที่ยวมาเที่ยวเกาะ และเรือไม่สามารถวิ่งกลับฝั่งได้

ประมาณ 5 โมงเย็น ทหารประจำเรือหลวงปัตตานี ซึ่งเพิ่งจะเสร็จภารกิจโจรสลัดโซมาเลีย กลับมาเมืองไทยไม่นาน และเพิ่งอ้อมแหลมจากอ่าวไทยมาจอดที่ทับละมุได้เพียงวันเดียว บางส่วนกำลังเล่นฟิตเนส และบางส่วนกำลังเตะฟุตบอลกันอยู่ ก็ถูกเรียกตัวให้มาปฏิบัติภารกิจด่วนทันที

ในตอนนั้นพวกเราบนเรือนั่งตัดสินใจกันอยู่ว่า จะเป็นนักดำน้ำบนเรือ ScubaNet ต่อไป และเดินทางกลับพร้อมเรือในตอนกลางคืน หรืออาจจะวันรุ่งขึ้นดี หรือว่าจะเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ประสบภัย แล้วนั่งเรือทหารกลับดี แต่สุดท้ายเราก็เลือกเป็นผู้ประสบภัยดีกว่า เพราะว่าสามารถคาดาการณ์เวลากลับได้ หากอยู่บนเรือต่อไป อากาศไม่ดีขึ้น วันรุ่งขึ้นก็อาจจะยังไม่ได้กลับ ทุกคนบนเรือจึงเริ่มเก็บอุปกรณ์ดำน้ำลงกระเป๋า และเก็บสัมภาระต่างๆ

เรือออกจากทับละมุประมาณ 19.00 น. มาถึงเกาะตาชัย 21.00 น. เนื่องจากเป็นเรือใหญ่และไม่คุ้นเคยพื้นที่จึงใช้เวลาหาที่จอดเรือเกือบครึ่งชั่วโมง นักท่องเที่ยวต้องขึ้นสปีดโบทจากหาด ไปลงดิงกี้ และขึ้นเรือทหารอีกที เพราะสปีดโบทไม่สามารถเทียบข้างได้ เนื่องจากคลื่นแรงขึ้น ประมาณ 21.45 น. นักท่องเที่ยวขึ้นเรือไปได้ประมาณ 100 คน จนท.อุทยาน ได้ขับดิงกี้มาแจ้งให้เรือ ScubaNet เข้าไปเทียบข้างเรือหลวง และย้ายพวกเราพร้อมสัมภาระขึ้นไปบนเรือหลวงปัตตานีก่อน เราเลยโชคดีได้ไปอยู่ในห้องชั้นสองของเรือ ซึ่งมีที่นั่งสบายๆให้นั่ง จากนั้นก็ให้เรือสปีดโบทมาเทียบข้างเรือ ScubaNet อีกที และให้นักท่องเที่ยว เดินขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ScubaNet และข้ามไปยังเรือหลวงอีกที ช่วยให้การย้ายคนทำได้เร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ขึ้นเรือหลวงปัตตานี 22.08 น. ขึ้นเรือหลวงปัตตานี
บนเรือ จนท.ทหาร เตรียมอาหาร และน้ำดื่มไว้ให้เรียบร้อย เป็นข้าวผัด ไข่ดาว และไก่ทอด ไม่รู้เหมือนกันว่าเพียงพอต่อนักท่องเที่ยวรึเปล่า เพราะหลังจากที่ขึ้นไปถ่ายรูปและวิดีโอรอบแรกแล้ว ก็ไม่สามารถขึ้นไปถ่ายได้อีกเลย เพราะคนแน่นมาก
อาหารที่เตรียมไว้ให้ บนเรือหลวงปัตตานี
การย้ายคนเสร็จ เวลา 0.00 น.พอดี เรือ ScubaNet ถอยออก และเรือหลวงเริ่มถอนสมอ เรือเริ่มออกจากเกาะตาชัย 0.10 น. ระหว่างทางที่วิ่ง มองคลื่นในทะเลไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ประมาณคร่าวๆ ว่าคลื่นน่าจะสูงประมาณ 3 เมตร เรือเอียงซ้ายตลอดเวลาที่วิ่งกลับฝั่ง เพราะลม ตต./ต. ที่ยังคงพัดแรง เรือหลวงปัตตานีซึ่งกะคร่าวๆ ว่ากว้างประมาณ 10 เมตร ยังมีอาการโยกซ้ายขวาบางจังหวะ ฝนตกลงมาเกือบตลอดทาง ยังคิดถึงคนที่นั่งอยุ่บนดาดฟ้าเรือ ว่าคงจะลำบากกันน่าดู ส่วนคนข้างล่าง ที่นั่งอยู่ในห้องและตามทางเดินชั้นล่าง ก็หาที่นอนหลับ เพราะคงเหน็ดเหนื่อยระหว่างที่รอเรือมาช่วย

ความแตกต่างที่ได้เห็นระหว่างนั่งเรือกลับมาก็คือ นักท่องเที่ยวทั่วไปที่เราเรียกว่าฝรั่ง และนักดำน้ำฝรั่งที่สูญเสียหมดทุกอย่างไปกับเรือเจ้าหญิงน้อย นั่งร้องเพลงปลอบใจอยู่ชั้นล่าง พูดคุยกัน ยิ้ม หัวเราะกันเกือบตลอดทาง แม้ว่าข้างในอาจจะเศร้า และตกใจอยู่บ้าง ส่วนนักท่องเที่ยวคนไทย นั่งเศร้าและร้องไห้อยู่ชั้นบนตลอดทาง

เรือไปถึงท่าเรือประมาณ 03.06 น. ใช้เวลาประมาณ 20 นาที พวกเราก็ได้ออกมายืนอยู่บนท่าเรือ และรอขนอุปกรณ์ดำน้ำไปยังกองอำนวยการ ที่นั่นมีเครื่องดื่มชา กาแฟของทหารเตรียมไว้ให้ทุกคน รวมทั้งมีน้ำดื่ม น้ำผลไม้เย็นๆ และข้าวต้มกุ้งร้อนๆ จากบริษัท Love Andaman มาเตรียมไว้ให้กับทุกๆคน ไม่ได้แจกเฉพาะนักท่องเที่ยวของบริษัทตัวเองเท่านั้น

ประมาณ ตี 4 พวกเราทุกคนก็ได้ขึ้นรถตู้ เดินทางมาพักผ่อนที่โรงแรมในภูเก็ต ที่ทางเรือ ScubaNet จัดเตรียมไว้ให้เป็นอย่างดี

ดาดฟ้าเรือ ที่พักสำหรับผู้ประสบภัย

การขนย้ายคนขึ้นเรือหลวงปัตตานี